ปีใหม่นักท่องเที่ยวแห่มาอุดรฯ เหตุค่าตั๋วเครื่องบินถูกลงเริ่มต้น 515 บาท

พิเศษ

นักท่องเที่ยวแห่ชมความงามทะเลบัวแดง จ.อุดร อย่างคึกคัก ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่

“เบิ่งข่าวเมืองอุดร”

วันที่ 27 ธ.ค. 57  ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอุดรธานี  จากการที่ได้ทำการสำรวจการเดินทางด้วยเครื่องบินของสนามบินนานาชาติอุดรธานีพบว่า ในปัจจุบันนี้มีสายการบินทำการบินเข้าสู่จังหวัดอุดรธานี จำนวน 6  สายการบิน เป็นสายการบินต้นทุนต่ำ หรือสายการบินโลว์คอสต์ จำนวน  5 สาย คือ ไทยสไมล์ ,ไทยแอร์เอเชีย, นกแอร์ ,บางกอกแอร์เวย์ และ สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ และเป็นสายการบินแห่งชาติคือ สายการบินไทย  และมีจำนวนเที่ยวบิน จำนวน 26 เที่ยงบิน

โดยรายสายการบิน  ปรากฏว่าค่าตั๋วเครื่องของสายการบินทุกสายที่บินเข้าสู่จังหวัดอุดรธานีมีราคาที่น่าจูงใจให้ลูกค้าหันมาใช้บริการการเดินทางโดยเครื่องบินเป็นอย่างมากและพบว่ามีเพียงสายการบินนกแอร์ แห่งเดียวเท่านั้นที่มีจัดราคาโปรโมชั่นในช่วงปีใหม่ จากดอนเมือง-อุดรธานี ราคา 800 บาท

สำหรับราคาหน้าตั๋วของแต่ละสายการบินซึ่งเป็นราคาเริ่มต้น และราคาสูงสุด ซึ่งในแต่ละสายไม่เหมือนกันมีดังนี้ สายการบินบางกอกแอร์ อุดร_ สุวรรณภูมิ เริ่มต้นที่ 1,390 บาท ราคาสูงสุด 3,630 บาท, อุดรธานี- เชียงใหม่  1,790 บาท สูงสุด  7,540  บาท นกแอร์ อุดรธานี-ดอนเมือง เริ่มต้นที่ 1,100 บาท สูงสุด 3,300 บาท  อุดรธานี-เชียงใหม่ เริ่มต้น 1,599 บาท สูงสุด 3,699  บาท ในช่วงปีใหม่ราคาโปรโมชั่น 800 บาท

ส่วนแอร์เอเชีย อุดรธานี-ดอนเมือง เริ่มต้น 1,258 บาท  สูงสุด 3,022 บาท อุดรธานี- ภูเก็ต 2,358บาท สูงสุด 5,458 บาท  ซึ่งผู้โดยสารสามารถนำสัมภาระขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 7   ก.ก. หากเกินกว่านั้นจะต้องเสียค่าสัมภาระตามที่สายการบินกำหนด,สายการบินไทย ไลอ้อนแอร์ อุดรธานี- ดอนเมือง เริ่มต้น 515 บาท สูงสุด 3,215 บาท อุดรธานี-หาดใหญ่ 915 บาท สูงสุด 4215 บาท  และสายการบินไทยสมายล์นั้น ไม่ได้มีการตั้งออฟฟิศจำหน่ายตั๋วที่สนามบินอุดรธานี

ในส่วนสนามบินนานาชาติอุดรธานี กำลังมีความเจริญก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดและมีผู้โดยสารที่เดินทางโดยเครื่องบินเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยในปี พ.ศ. 2556 มีผู้โดยสารทั้งสิ้นจำนวน 1,327,231 คน และในปี พ.ศ. 2557จนถึงเดือน พฤศจิกายน มีผู้โดยสารที่ใช้สนามบินอุดรธานีแล้วจำนวน 1,478,569 คน    ซึ่งยังไม่รวมเดือนธันวาคม2557 อีก 1  เดือน ดังกล่าว

นักท่องเที่ยวแห่ชมความงามทะเลบัวแดง จ.อุดร อย่างคึกคัก ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่

ปีใหม่นักท่องเที่ยวแห่มาอุดรฯ เหตุค่าตั๋วเครื่องบินถูกลงเริ่มต้น 515 บาท

“เบิ่งข่าวเมืองอุดร”

วันที่27 ธ.ค. 57 ผู้สื่อข่าวจ.อุดรธานีรายงาน ที่แหล่งชุมน้ำหนองหาน  อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นแหล่งชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่สำคัญของประเทศและของโลกแห่งหนึ่ง มีพื้นที่ประมาณ 28,000 ไร่เศษ และส่วนหนึ่งหนึ่งประมาณ 10,000 ไร่ เป็นบริเวณที่มีดอกบัวขึ้นเองตามธรรมชาติ จนทำให้ได้ชื่อว่าเป็น”ทะเลบัวแดง”

โดยปกติในระยะประมาณเดือนตุลาคมจะมีมวลอากาศหนาวจะทำให้บัวแดงจะมีดอกแทงยอดขึ้นมาจากใต้น้ำ และจะบานเบ่งสะพรั่งเต็มที่ในช่วงกลางเดือนธันวาคมเป็นต้นไป แต่มาปีนี้พึ่งเริ่มหนาวช่วงต้นเดือนธันวาคม จึงทำให้ดอกบัวแดง ออกดอกช้ากว่าปกติ และกระจายไม่ค่อยรวมกลุ่มกัน แต่บริเวณที่ดอกบัวบานเต็มที่จะอยู่ห่างไกลกว่าเดิมหลายกิโล ซึ่งถ้าอากาศหนาวมาเหมือนทุกปี ดอกบัวแดงก็จะมีปริมาณมากว่านี้

ช่วงสัปดาห์นี้มีอากาศหนาวทำให้ดอกบัวบานนานกว่าปกติ ทำให้นักท่องเที่ยวมีเวลาชมทะเลบัวแดงได้ถึงช่วงประมาณ 15.00 น. จากเดิมดอกบัวจะหุบในช่วงเวลา 12.00-13.00 น.จนทำให้เรือ ที่เตรียมไว้ให้บริการนักเที่ยวกว่า 80 ลำไม่พอให้บริการ เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาชมความงามของทะเลบัวแดง ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ มากกว่า 10,000 คน

ส่วนนักท่องเที่ยว บอกว่า เดินทางมาจากต่างจังหวัด ที่มาเที่ยวชมทะเลบัวแดงเป็นครั้งแรก ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งมีวันหยุดหลายวัน  ได้มาชมความสวยงามและความมหัศจรรย์ของทะเลบัวแดง ที่บานเต็มพื้นที่ติดต่อกันสุดลูกหูลูกตา ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ยังมีนกแปลกที่ไม่เคยเห็นให้ชมอีกด้วย บางคณะที่ไม่ได้ลงเรือชมความงามของทะเลบัวแดงก็ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งได้มาทะเลบัวแดง สมที่ทางซีเอ็นเอ็นยกให้เป็น 1 ใน 10 ของทะเลสาบที่สวยงามและแปลกที่สุดในโลก

ซึ่งเป็นแห่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นอกจากได้ชมความงามของทะเลบัวแดง แล้วยังสามารถชมนกนานาชนิดทั้งนกในท้องถิ่นและนกที่อพยพมาอาศัยในพื้นที่ทะเลบัวแดงเหมือนเช่นทุกปีรวมไปถึงการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่”วิวาห์ล้านบัว”ในช่วงของเดือนกุมภาพันธ์ ที่เป็นเดือนแห่งความรักหรือ วาเลนไทน์

สำหรับค่าบริการเรือสำหรับการเที่ยวชมก็มีดังนี้คือ ราคาเหมาเรือก็จะคิด เที่ยวละ 300 บาท/เที่ยว/ 10 คน สำหรับรอบใกล้ใช้เวลา 45-50นาที ชั่วโมง  ส่วนระยะไกลเที่ยวละ 500 บาท/10 คน.ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง และเรือทุกลำจะต้องมีเสื้อชูชีพให้คนนั่งใส่ทุกคนเพื่อความปลอดภัย ดังกล่าว

ทหารทะลายโต๊ะบอลกลางเมืองอุดรฯ จัดโปรโมชั่นกัญชาไว้ให้ลูกค้าเสพสร้างอารมณ์ความบันเทิงชมบอล

ทหารทะลายโต๊ะบอลกลางเมืองอุดรฯ จัดโปรโมชั่นกัญชาไว้ให้ลูกค้าเสพ

“เบิ่งข่าวเมืองอุดร”

วันที่วันที่ 26 ธ.ค. 57เวลา19.50 น. ร.อ.จิรพงศ์ จะรอนรัมย์ ผบ.ร้อยรักษาความสงบที่ 1321 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จ.อุดรธานี พร้อมด้วยกำลังเจ้าที่ทหารค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดอุดรธานี เข้าจับกุมโต๊ะบอล เลขที่ 171/27 ซอยประชาอุทิศ 2 ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี

ในที่เกิดเหตุเป็นตึกแถว 2 คู 2ชั้น ได้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้หน้าประตู โดยพบผู้เล่น และผู้ดูแล โต๊ะบอลอยู่จำนวน 8 คน อยู่ภายในร้าน เจอกระดาษโพยแทงบอลต่างประเทศ จำนวนมากและสมุดโพยบอล อีก 20 เล่ม เงินสดจำนวน5,775 บาท คอมพิวเตอร์ 5 ชุด และ ทีวีสี 1 เครื่อง นอกจากนี้ยังพบอุปการณ์การเสพกัญชาและกัญชาที่หั่นผสมพร้อมเสพจำนวนหนึ่ง จึงได้ควบคุมตัวทั้งหมด พร้อมของกลาง มายังสภ.เมืองอุดรธานี

จากการสอบสวน ทราบชื่อนายสรณ์ภัช  ธนาคาร อายุ 34  ปี อยู่บ้านเลขที่34/2  หมู่5 ซอยบ้านหนองเตาเหล็ก ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี  รับว่า เป็นเจ้าของโต๊ะบอล ให้การ อ้างว่า ตนได้เช่า ตึกแถวห้องเช่าแห่งนี้ ในเดือนละ 5,000 บาท โดยเปิดโต๊ะบอล ได้เพียง2สัปดาห์เท่านั้นเอง ส่วนกัญชาที่พบไม่รู้ว่า เป็นของใคร

ทางด้านทหารชุดเข้าจับกุม เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ที่ตึกแถวห้องเช่าแห่งนี้ เปิดเป็นโต๊ะบอลมานาน ได้กว่า 1 ปี แถมยังมีจัดโปรโมชั่นกัญชาไว้ในลูกค้าเสพสร้างอารมณ์ความบันเทิง ในการชมฟุตบอลด้วย จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมเข้าทำการจับกุม ไว้ได้ดังกล่าว

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา นายสรณ์ภัช  ธนาคาร เป็นเจ้ามือรับพนันทายผลฟุตบอลต่างประเทศเพื่อเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนผู้เล่นอีก7 คน ถูกดำเนินคดีฐานลักลอบเล่นทายผลฟุตบอลต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ นายสรณ์ภัช  ธนาคาร ถูกแจ้งข้อหา มียาเสพติดประเภท 5หรือ ยากัญชา มีไว้ในครอบครอง โดยผิดกฎหมาย แล้วนำตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อดีตเจ้าหน้าที่เกษตร วูบตายหน้าหมอนวดแผนโบราณ ดับในรถข้างโรงแรมดัง กลางเมืองอุดรฯ

อดีตเจ้าหน้าที่เกษตรวูบตายหน้าหมอนวดแผนโบราณดับในรถข้างโรงแรมดังเมืองอุดรฯ

“เบิ่งข่าวเมืองอุดร”

วันที่ 26 ธ.ค. 57 เวลา09.00 น. พ.ต.ท.บรรจง ชาสังข์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งมีคนเสียชีวิตในรถภายใน ซอยเบญจางค์ 3 ข้างโรงแรมศิริแกรนด์  เขตเทศบาลนครอุดรธานี  จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และเจ้าหน้าที่มูลนิธิอุดรส่งเสริมธรรม

ในที่เกิดเหตุพบรถปิกอัพยี่ห้อเชฟโรเลต สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน ผข 305  อุดรธานี จอดอยู่ โดยผู้เสียชีวิตนั่งอยู่เบาะนั่งคนขับ ปรับเบาะแอนลงมา ทราบชื่อภายหลังคือนายบุญธรรม  ประคำ  อายุ63 ปี อยู่บ้านเลขที่319 หมู่11 ต.สามพร้าว อ.เมืองอุดรธานี เป็นข้าราชการบำนาญ เจ้าหน้าที่เกษตร อ.ปราจีนบุรี ภายในกระเป๋าสตางค์ มีบัตรผู้ตายเข้ารักษาที่โรงพยาบาลนอร์ทอีสเทอร์น วัฒนา จ.อุดรฯ

จากการสอบสวน น.ส.เอ็มอร  วงศษ์ขุลี  อายุ35 ปี อยู่บ้าน27 หมู่11 ต.กุดสระ อ.เมืองอุดรธานี เจ้าของร้านหมอนวดแผนโบราณ ให้การว่า ผู้ตายจะใช้บริการนวดที่ร้านของตนประจำเกือบทุกวัน ซึ่งร้านของตนตั้งอยู่หน้าปากซอยดังกล่าว โดยผู้ตายได้ขับรถมาแล้วไปจอดรถไว้ภายในซอย ก่อนที่จะเดินไปที่ร้านของตน ซึ่งในตอนนั้นร้านของตนยังไม่เปิดให้บริการ เพราะลูกน้องยังไม่มีใครมาทำงาน ตนจึงได้เดินไปส่งผู้ตายที่รถ ในขณะที่ผู้ตายเปิดประตูรถแล้วลงไปนั่งที่เบาะยังไม่สตาร์ทรถ ผู้ตายเกิดวูบขึ้นมาแล้วหมดสติไป ตนจึงร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนที่แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แพทย์เวรได้ทำการชันสูตรพลิกศพ ตามร่างกายไม่พบบาดแผลถูกทำร้ายแต่อย่างใด ผู้ตายเกิดจากโรคประจำตัวกำเริบ ทำให้หน้ามืดแล้ววูบขึ้นมาหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ทำให้เสียชีวิตดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แล้วให้มูลนิธิฯ นำศพไปเก็บไว้ที่ ร.พ.ศูนย์อุดรฯ เพื่อรอให้ญาติ มาติดต่อรับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

น้องบรีสโรคมะเร็งเนื้อเยื่อกระดูกแก้มซ้าย จ.อุดรฯรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์น้ำใจทั่วประเทศและต่างประเทศหลั่งไหลช่วยเหลือ

น้องบรีสโรคมะเร็งเนื้อเยื่อกระดูกแก้มซ้าย จ.อุดรฯรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์

“เบิ่งข่าวเมืองอุดร”

วันที่26 ธ.ค. 57  คณะกรรมเหล่ากาชาดจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วย นางสุทาทิพย์ วัฒนกุล นายกกิ่งกาชาดอำเภอหนองวัวซอ ได้เดินทางไปที่บ้านของ ด.ญภัททิยา หรือ น้องบรีส ดวงสุทา  อายุ 11 ปี ป่วยเป็นโรคมะเร็งเนื้อเยื่อกระดูกแก้มซ้าย อยู่บ้านเลขที่152 หมู่ 7 บ้านหนองแซงสร้อย ต.น้ำพ่น อ.หนองวัวซอ  จ.อุดรธานี

โดยครอบครัวมีฐานะยากจน นางจำปาทอง  ดวงสุทา อายุ 44 ปี  ซึ่งเป็นแม่ ต้องมาดูแลลูกอยู่ตลอดเวลา และมีเพื่อนวัยเดี่ยวกันกับน้องบรีส ที่เป็นญาติ มาเล่นด้วยอยู่ที่บ้าน มีรายได้จากพ่อที่ต้องออกไปหารับจ้างทำทุกอย่างเพียงคนเดียวนั้น  ล่าสุดมีพี่น้องประชาชนคนไทย ที่ทราบข่าวพากันหลั่งไหลโอนเงินเข้าบัญชีช่วยเหลือ นอกจากนี้เหล่ากาชาดจังหวัดนำเงินสดและถุงยังชีพเดินทางไปมอบช่วยเหลือเป็นเบื้องต้น

โดยเหล่ากาชาดจังหวัดอุดรธานี ได้มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน3,000 บาท พร้อมถุงยังชีพ นอกจากนี้แล้ว นางบัวไล หาทอน  อายุ 52 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 90 ม.7 บ้านหนองแซงสร้อย ต.น้ำพ่น อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี  เพื่อนบ้าน หลังจากลูกสาวที่อยู่เมืองนอก เห็นข่าวออกมา ได้โอนเงินมาให้แม่ แล้วนำไปมอบให้จำนวน จำนวน 6,000 บาท

นางบัวไลฯ เปิดเผยว่า ลูกสาวของตน คือ น.ส.วรนุช  หาทอน  อายุ 34 ปี  อยู่กับสามีที่ประเทศอังกฤษ ได้ดูข่าวดังกล่าวจาก อินเตอร์เน็ต จึงโทรศัพท์มาบอกตน ว่าโอนเงินมาให้ไปช่วยเหลือน้องเขา ซึ่งลูกสาวได้บอกเพื่อนๆคนไทย และเพื่อนๆของสามี ที่ประเทศอังกฤษ  เพื่อช่วยเหลือบริจาคเงินให้กับน้องบรีส ดังกล่าว

หลังจากที่สื่อได้เสนอข่าวของ ด.ญ.ภัททิยา หรือ น้องบรีสฯ ออกไปแล้วนั้น  ปรากฏว่าได้มีพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และต่างประเทศ หลั่งไหลโอนเงินเข้าผ่านบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคาร ธ.ก.ส. สาขา หนองวัวซอ  ชื่อบัญชี นางจำปาทอง  ดวงสุทา เลขที่บัญชี 705290890   ล่าสุดในวันที่ 26 ธันวาคม 2557  มียอดเงิน อยู่ที่163,790 บาท

นางจำปาทองฯกล่าวว่า ขอกราบขอบพระคุณพ่อหลวง แม่หลวง พระบามทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ที่ทรงรับเอาลูกสาวของตนเข้าเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์  และขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่พากันช่วยเหลือครอบครัวของตน

นางจำปาทองฯ  กล่าวต่อว่า  ทางโรงพยาบาลศรีนครินทร์ แจ้งว่าตรวจ น้องบรีสฯ มีอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มที่ปอดด้านซ้ายอีก รู้สึกหดหู่ใจ ลูกสาว ถูกโรคมะเร็งรุมเร้า เงินที่ได้รับบริจาคมาก็จะนำไปรักษา ให้ถึงที่สุด ดังกล่าว

เทศบาลนครอุดรฯ รับฟังความคิดเห็น 3 โครงการใหญ่ เตรียมรับเข้าอาเซียน

ทน.อุดรฯ รับฟังความคิดเห็น 3 โครงการใหญ่ เตรียมรับเข้าอาเซียน

“เบิ่งข่าวเมืองอุดร”

วันที่26 ธ.ค. 57 ผู้สื่อข่าวอุดรธานี รายงาน  ที่ห้องประชุมเวสสุวัณ เทศบาลนครอุดรธานี  นายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี เป็นประธาน พร้อมคณะผู้บริหาร ในการรับฟังและแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะการดำเนินโครงการของเทศบาลนครอุดรธานี โดยมีส่วนราชการ ประธานชุมชน 101 ชุมชน ตัวแทนองค์กรภาคประชาชน ร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็น 3 โครงการใหญ่ ของเทศบาลนครอุดรธานี ประกอบด้วย โครงการปรับปรุงสวนสาธารณะอาเซียนหนองประจักษ์ , โครงการก่อสร้างทางจักรยานในเขตเทศบาลนครอุดรธานี และโครงการสร้างเขื่อนคอนกรีตหนองเหล็ก และหนองใหญ่

โดยมีโครงการปรับปรุงสวนสาธารณะอาเซียนหนองประจักษ์ ที่ผ่านมาหนองประจักษ์ปรับปรุงมา 3 ครั้งๆแรก พ.ศ.2495 เป็นการขุดลอกเพื่อเก็บน้ำผลิตประปา ครั้งที่สอง พ.ศ.2530 มีการสร้างเกาะและสะพานแขวน ครั้งที่ 3 พ.ศ.2540 มีการขุดลอกบดอัดดินเหนียว และสร้างตลิ่ง จากนั้นก็มีการพัฒนามาเป็นระยะ ปัจจุบันมีประชาชนจำนวนมากมาใช้หนองประจักษ์ แต่เป็นการใช้เฉพาะรอบนอก ในเกาะขนาด 67 ไร่ มีประชาชนเข้าใช้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ และใช้เฉพาะช่วงเช้า และเย็น จึงเกิดแนวโครงการปรับปรุง 3 ระยะ ให้มีการใช้หนองประจักษ์เต็มที่ ภายใต้คอนเซ็ป “เกาะรื่นรมย์ ร่มรื่น”

สำหรับระยะที่ 1 กำลังดำเนินการด้วยงบการท่องเที่ยวและกีฬา 12 ล้านบาท และงบเทศบาลนครอุดรธานี 20 ล้านบาท ในการ ติดตั้งระบบน้ำสปริงเกอร์ทั้งเกาะ การปรับภูมิทัศน์ต้นไม้เดิม และปลูกต้นไม้กลุ่ม “ปาล์ม” นานาชนิดเพิ่มเติม ให้เกิดเป็นร่มเงามากขึ้น และเป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลดปัญหาต้องจัดเก็บใบไม้ พร้อมทำสวนไม้ประจำชาติอาเซียน 10 ประเทศ ระยะที่ 2-3 ปี 58-59 เป็นงบจากโครงการผังเมืองหลัก จะปรับปรุงทางเดิน-วิ่ง เลนจักรยาน การสร้างแลนด์มาร์ค นาฬิกาดอกไม้ , น้ำตกจำลอง , ปติมากรรม , สนามเด็กเล่น , สวนไดโนเสาร์ , เวทีกลางน้ำ , ลานจอดรถ และเปลี่ยนระบบไฟทั้งหมด

โครงการที่สอง ในการก่อสร้างทางจักรยานในเขตเทศบาลนครอุดรธานี นั้น เลนจักรยานจะมี 2 ลักษณะทางสีเฉพาะกว้าง 1.50 เมตร มีป้ายสัญญาณชัดเจน คือ เลนที่อยู่ในฟุตบาทที่ความกว้าง ต้องปรับปรุงทางและฝาปิดท่อระบายน้ำ และเลนที่อยู่บนถนน จะมีขอบคอนกรีตกั้นกับถนน โดยหลายฝ่าย หลายหน่วยงาน ได้แสดงความเป็นห่วงในหลายแง่มุม ทั้งด้านของกฎหมายจราจรยังไม่มีรองรับ แง่ของความปลอดภัย โดยมีการยกตัวอย่างทางรถจักรยานในกรุงเทพฯ ที่เกิดอุบัติเหตุจากรถยนต์ชนและล้ำเข้าไปในเส้นทางรถจักรยาน โดยเฉพาะในแง่ของคนไทยและในท้องถิ่นเอง ไม่มีจิตสำนึกต่อการใช้รถ ใช้ถนน ซึ่งส่วนหนึ่งก็เห็นดีที่จะมีทางรถจักรยาน เพื่อเอาไว้ในการออกกำลังและท่องเที่ยวชมเมืองสำหรับนักท่องเที่ยว  อีกส่วนหนึ่งก็ไม่ออกความคิดเห็น

ส่วนโครงการสร้างเขื่อนคอนกรีตหนองเหล็ก และหนองใหญ่ จะเป็นแผนงานที่เสนอของบจากส่วนกลาง ลักษณะการพัฒนาเหมือนหนองประจักษ์ , หนองสิม และหนองบัววังมัจฉา โดยกำหนดให้หนองเหล็กเป็นแหล่งกีฬาทางน้ำ และหนองใหญ่เป็นสวนสมุนไพร ซึ่งจะต้องก่อสร้างตลิ่งโดยรอบ แต่ยังไม่มีรายละเอียดมากนัก โดยเฉพาะแนวคิดการสร้างตลิ่งเลียนแบบธรรมชาติ ในที่ประชุมก็เห็นด้วยในโครงการนี้

ผู้ว่าฯอุดรธานี ลงนามประกาศให้พื้นที่ทั้ง 20 อำเภอทั่วทั้งจังหวัด เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติหนาว

ผู้ว่าฯอุดรฯลงนามประกาศ 20อำเภอทั่วทั้งจังหวัดเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติหนาว

“เบิ่งข่าวเมืองอุดร”

วันที่ 26 ธ.ค. 57 ผู้สื่อข่าว จ.อุดรธานีรายงาน จากสภาพอากาศในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอากาศเย็นและมีลมพัดเอาความเย็นมาด้วย ประกอบกับท้องฟ้าปิดไม่ค่อยมีแสงแดด ทำให้ชาวบ้านตื่นเช้าขึ้นมาต้องก่อไฟผิง สวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ เพื่อป้องกันความหนาวเย็น โดยอุณหภูมิวัดได้ประมาณ 9-10 องศา

โดยเด็กนักเรียนที่โรงเรียนชายแดนประชาสรรค์ บ้านคีรีวงกต อ.นายูง จ.อุดรธานี ต่างพากันนำท่อนไม้มาก่อไฟผิง เพื่อคลายความหนาว ก่อนเข้าแถวหน้าเสาธง ซึ่งทางโรงเรียนจะเพิ่มเวลาในการทำกิจกรรมหน้าเสาธงนานกว่าปกติ เพื่อให้นักเรียน ได้ตากแดดและออกกำลังกาย ให้ร่างกายมีความอบอุ่น ก่อนเข้าเรียน

เนื่องจากใน อ.นายูง ซึ่งส่วนใหญ่มีพื้นที่เป็นภูเขา อากาศหนาวเย็น ซึ่งในช่วงต้นสัปดาห์มีอากาศเย็นและลมแรงทำให้อุณหภูมิลดอย่างรวดเร็ว จาก 12 องศา ลงมาอยู่ที่ 9 องศา จากความหนาวเย็นของสภาพอากาศ เป็นสาเหตุให้นักเรียนนอนตื่นสาย และมาโรงเรียนสาย อีกทั้งยังขาดแคนเสื้อกันหนาวและเครื่องกันหนาวอีกจำนวนมาก

ทางด้าน นายนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้ลงนามประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติหนาวทั้ง 20 อำเภอแล้วในวันนี้ หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาตรวจวัดอุณหภูมิได้ที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี ต่ำกว่า 15 องศา ติดต่อกันเกินกว่า 3 วัน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงอากาศหนาวช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา

จ.อุดรฯ จัดงาน OTOP GIFT Festival 2014 เทศกาลของขวัญปีใหม่ กลุ่มสบายดี กระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าจะมีเงินสะพัด 2 ล้านกว่าบาท

จ.อุดรฯจัดงาน OTOP GIFT Festival 2014 วันที่25 - 30 ธ.ค. 57นี้

“เบิ่งข่าวเมืองอุดร”

วันที่26 ธ.ค. 57  คณะกรรมเหล่ากาชาดจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วย นางสุทาทิพย์ วัฒนกุล นายกกิ่งกาชาดอำเภอหนองวัวซอ ได้เดินทางไปที่บ้านของ ด.ญภัททิยา หรือ น้องบรีส ดวงสุทา  อายุ 11 ปี ป่วยเป็นโรคมะเร็งเนื้อเยื่อกระดูกแก้มซ้าย อยู่บ้านเลขที่152 หมู่ 7 บ้านหนองแซงสร้อย ต.น้ำพ่น อ.หนองวัวซอ  จ.อุดรธานี

โดยครอบครัวมีฐานะยากจน นางจำปาทอง  ดวงสุทา อายุ 44 ปี  ซึ่งเป็นแม่ ต้องมาดูแลลูกอยู่ตลอดเวลา และมีเพื่อนวัยเดี่ยวกันกับน้องบรีส ที่เป็นญาติ มาเล่นด้วยอยู่ที่บ้าน มีรายได้จากพ่อที่ต้องออกไปหารับจ้างทำทุกอย่างเพียงคนเดียวนั้น  ล่าสุดมีพี่น้องประชาชนคนไทย ที่ทราบข่าวพากันหลั่งไหลโอนเงินเข้าบัญชีช่วยเหลือ นอกจากนี้เหล่ากาชาดจังหวัดนำเงินสดและถุงยังชีพเดินทางไปมอบช่วยเหลือเป็นเบื้องต้น

โดยเหล่ากาชาดจังหวัดอุดรธานี ได้มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน3,000 บาท พร้อมถุงยังชีพ นอกจากนี้แล้ว นางบัวไล หาทอน  อายุ 52 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 90 ม.7 บ้านหนองแซงสร้อย ต.น้ำพ่น อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี  เพื่อนบ้าน หลังจากลูกสาวที่อยู่เมืองนอก เห็นข่าวออกมา ได้โอนเงินมาให้แม่ แล้วนำไปมอบให้จำนวน จำนวน 6,000 บาท

นางบัวไลฯ เปิดเผยว่า ลูกสาวของตน คือ น.ส.วรนุช  หาทอน  อายุ 34 ปี  อยู่กับสามีที่ประเทศอังกฤษ ได้ดูข่าวดังกล่าวจาก อินเตอร์เน็ต จึงโทรศัพท์มาบอกตน ว่าโอนเงินมาให้ไปช่วยเหลือน้องเขา ซึ่งลูกสาวได้บอกเพื่อนๆคนไทย และเพื่อนๆของสามี ที่ประเทศอังกฤษ  เพื่อช่วยเหลือบริจาคเงินให้กับน้องบรีส ดังกล่าว

หลังจากที่สื่อได้เสนอข่าวของ ด.ญ.ภัททิยา หรือ น้องบรีสฯ ออกไปแล้วนั้น  ปรากฏว่าได้มีพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และต่างประเทศ หลั่งไหลโอนเงินเข้าผ่านบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคาร ธ.ก.ส. สาขา หนองวัวซอ  ชื่อบัญชี นางจำปาทอง  ดวงสุทา เลขที่บัญชี 705290890   ล่าสุดในวันที่ 26 ธันวาคม 2557  มียอดเงิน อยู่ที่163,790 บาท

 

ทหาร-ตำรวจ บุกเข้าจับเหวยหุ้นกลางเมืองอุดรฯ เจ้ามืออ้างว่ากลับขายใหม่อีกครั้ง เพื่อหาเงินเที่ยวปีใหม่

ทหาร-ตำรวจ บุกเข้าจับเหวยหุ้นกลางเมืองอุดรฯ เจ้ามืออ้างเพื่อหาเงินเที่ยวปีใหม่

“เบิ่งข่าวเมืองอุดร”

วันที่25 ธ.ค. 57 เวลา13.30 น. ร.อ.จิรพงศ์ จะรอนรัมย์ ผบ.ร้อยรักษาความสงบที่ 1321 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จ.อุดรธานี พร้อมด้วย กำลังเจ้าที่ทหารค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรตังหวัดอุดรธานี ทำการจับกุมเจ้ามือขายหวยหุ้น ประกอบด้วย นายสุขสันต์ เสนาฤทธิ์  อายุ35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 88 หมู่12 ต.หนองนาคำ อ.เมืองอุดรธานี เจ้ามือหวยหุ้น และลูกน้อง น.ส.วันเพ็ญ พลอยพุด อายุ27 ปี อยู่บ้านเลขที่441 หมู่18 ต.หนองนาคำ อ.เมืองอุดรธานี  นางจุฑมาศ  บุญสุวรรณ  อายุ44ปี อยู่บ้านเลขที่50ค หมู่14ซอยบ้านเก่าจาน ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี และน.ส.รัตติยา  เชี่ยวชาญ  อายุ22ปี อยู่บ้านเลขที่128 หมู่4 ต.กุดสระ อ.เมืองอุดรธานี

พร้อมของกลางเงินสดจำนวน20,911 บาท ,โพยหวยหุ้น กว่า 100 แผ่น ,ทีวีสี 2 เครื่อง, สมุดฉีก 4 เล่ม เครื่องคิดเลขจำนวน 3 เครื่อง ,ปากกา20 ด้าม และคนเล่น อีก 8 คน เป็นผู้ชาย 2 คน และผู้หญิง 6 คน  โดยจับกุมได้ที่ห้องแถวเช่าเลขที่407/8 ซอยประชาสันติ  ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี

ทั้งนี้ร.อ.จิรพงศ์ จะรอนรัมย์ ได้รับการร้องร้องเรียนว่ามีการลักลอบขายหวยหุ้นภายในซอยประชาสันติ  ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี จึงได้ประสานมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำกำลังไปทำการจักกุมโดยพบเจ้ามือหวยหุ้นและลูกน้องนั่งขายหวยหุ้น ให้กับลูกค้าที่มาเล่น อยู่ภายในบ้านห้องแถวเช่า ทำให้ไม่มีใครสามารถหลบหนีไปได้เพราะมีประตูทางเข้าและออก เพียงทางเดียวที่ประตูหน้าบ้าน จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางและควบคุมตัวเจ้ามือและผู้เล่น มายังสภ.เมืองอุดรธานี

จากการสอบสวน นายสุขสันต์ เสนาฤทธิ์  สารภาพว่า ตนเป็นเจ้ามือขายหวยหุ้นจริง โดยจ้างลูกน้องมาช่วยขายหวยหุ้น ให้ค่าแรงวันละ300 บาท ก่อนหน้านี้ได้ขายหวยหุ้นมาได้3ปี หลังจากรัฐบาลประกาศ กวาดล้างอบายมุข ทุกอย่าง ตนก็เลยต้องหยุดขายไปได้ 6 เดือน ทำให้ไม่มีเงินใช้จ่ายก็เลยกลับมาขายหวยหุ้นต่ออีกมาได้ 2 สัปดาห์ เพื่อต้องการเงินไปเที่ยวปีใหม่กับครอบครัว แต่ก็มาถูกจับกุมเอาไว้ได้ดังกล่าว

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา นายสุขสันต์ เสนาฤทธิ์ กับลูกน้อง3 คน  ร่วมกันเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ (หวยหุ้น) โดยใช้ตัวเลขการเปิด-ปิดตลาดหลักทรัพย์ชี้ถูก-ผิดโดยผิดกฎหมาย ผู้เล่นอีก 8 คน แจ้งข้อหา ร่วมกันลักลอบสลากกินรวบ (หวยหุ้น) โดยใช้ตัวเลขการเปิด-ปิดตลาดหลักทรัพย์ชี้ถูก-ผิดโดยผิดกฎหมาย แล้วนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ชาวบ้าน จ.อุดรฯ ยื่นหนังสือร้องทุกข์กับผู้ว่าขับไล่ ผอ.ร.ร.บ้านตาด ให้ออกจากพื้นที่

ชาวบ้าน จ.อุดรฯ ยื่นหนังสือร้องทุกข์กับผู้ว่าขับไล่ ผอ.ร.ร.บ้านตาด ให้ออกจากพื้นที่

“เบิ่งข่าวเมืองอุดร”

วันที่ 25 ธ.ค. 57 เวลา 09.30 น. ที่ประตูทางเข้าศาลากลางจังหวัดอุดรธานี ได้มีชาวบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมืองอุดรธานี จำนวน 50 คน  ได้มารวมตัวกันและถือป้ายเขียนข้องความขับไล่ผอ. ร.ร. บ้านตาด ให้ออกจากพื้นที่ ต้องการผอ.คนดีมาอยู่แทนในพื้นที่แทน โดยมีนายชาตรี  สารีจันทร์  อายุ48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 500 หมู่14  บ้านตาด ต.บ้านตาด เป็นตัวแทนชาวบ้าน ในการยื่นหนังสือร้องทุกข์ในครั้งนี้

นายชาตรี  สารีจันทร์   เปิดเผยว่า ในหนังสือร้องทุกข์ ที่ต้องการขับไล่ นายพนัคฆ์ รัตนปกรณ์ อายุ57 ปี ผอ.ร.ร.บ้านตาด ซึ่งบริหาร โรงเรียน มาเป็นระยะ14 ปี แต่ไม่เคยมีความสนิทชิดกับชาวบ้านตาดเลย ถือตัว ซึ่งข้อกล่าวหาโทษ มีอยู่ด้วยกัน 6 ข้อ ได้แก่ 1, เวลาชาวบ้านและคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้จัดงานกิจกรรมต่างๆ งานประเพณีหมู่บ้าน ได้ไปใช้สถานที่โรงเรียนก็มีการเรียกเก็บเงินครั้งละ15,00 – 2,000 บาท ซึ่งไม่มีการออกใบเสร็จให้เลยพร้อมกับชี้แจงเงินจำนวนดังกล่าว ที่เก็บไปนั้นนำไปใช้อะไรบ้าง

2,ผอ.ร.ร.บ้านตาดเข้ากับชาวบ้านไม่ได้ ทำตัวใหญ่โต มองไม่เห็นหัวชาวบ้านและไม่เกียรติผู้ปกครองเด็กนักเรียนเลย

3,ให้นักเรียนซื้อหนังสือเสริมมากเกินไปเกินความจำเป็น โดยให้มีห้างร้านมาขายเพื่อหวังผลเปอร์เซ็นต์จากการขายหนังสือ โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ปกครองเลย

4,กรณีเพลิงไม้บ้านของนายใจยา พละกลาง ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนบ้านตาด ชั้น ป.2 และ ป.6  เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 57 ไม่ให้ความสนใจช่วยเหลือโดยไม่แจ้งเขตพื้นที่การศึกษาทราบ เพื่อขอความช่วยเหลือ

5,โกหกชาวบ้านทำการลาบวชว่าจะบวชตลอดชีวิต มีการจัดงานมุทิตา อย่างใหญ่โต แต่บวชได้หนึ่งพรรษาก็ลาสิกขาออกมา ไม่มากล่าวขอโทษชาวบ้านเลย

6,ผอ.ร.ร.บ้านตาด ได้นำรถยนต์ปิกอัพ สี่ประตู ของโรงเรียนเอาไปใช้ส่วนตัวโดยไม่เห็นใช้ในราชการเลยเอาไปจอดไว้ในบ้านตนเอง

ต่อนายนิคม ศิริสิงห์ สังชัย  ปลัดจังหวัดอุดรธานี ได้เดินทางมาพบกับชาวบ้านและชี้แจงว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด เดินทางไปราชการที่กทม. ส่วนรองผู้ว่านั้นก็ได้ไประชุมอยู่ที่ต่างๆ อำเภอ ไม่มีใครอยู่ โดยผู้ว่าได้มอบหมายให้ตนมารับหนังสือร้องทุกข์กับชาวบ้านแทน ซึ่งก็ได้รายงานเบื้องต้นให้กับผู้ว่าได้รับทราบแล้ว ถึงเรื่องที่ชาวบ้านมาร้องทุกข์ให้วันนี้ โดยจะนำหนังสือร้องทุกข์ไปให้กับผู้ว่าต่อไป

นายนิคม ศิริสิงห์ สังชัย  กล่าวว่า ในการลงโทษหรือย้ายใครออกนอกพื้นที่นั้น มันก็มีระเบียบและกฎเกณฑ์ ของมันด้วย ไม่ใช่ว่าใครจะพูดหรือกล่าวหาโทษใคร จะเชื่อเลย ซึ่งต้องรายงานผู้บังคับบัญชาของเขาคือเขตพื้นที่การศึกษา ในการแต่งตั้งคณะกรรมการไปสอบสวนว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร ถ้าสมมุติว่าเป็นเรื่องจริงที่ชาวบ้านร้องนั้นตัวเขาเองต้องมีความผิด การที่จะลงโทษใครต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย ต้องมีการสอบสวนและมีพยาน เช่นการเรียกเก็บเงินกับชาวบ้านที่ไปใช้สถานที่โรงเรียน จัดงานประเพณี  หรือว่าเอาหนังสือมาขายให้แก่เด็กนักเรียน เมื่อของหลวงที่ให้นำมาแจกเด็กนักเรียน ได้นำมาแจกหรือไม่ แต่ถ้าเอามาแล้วไม่เพียงพอแก่เด็กเรียนให้มีการซื้อใหม่ มันก็มีเหตุผลของเขาอยู่ แล้วทำไม่เอาบริษัทหรือร้านนี้ เอาหนังสือมาขายให้กับเด็กนักเรียน พอซื้อไปแล้วทำให้เด็กเรียนดีเรียนเก่งขึ้นมาหรือเปล่า แต่ถ้าซื้อไปแล้วไม่นำมาเรียนก็ไม่เป็นเหตุผลดังกล่าว

หลังจากปลัดจังหวัด ได้มารับหนังสือร้องทุกข์กับชาวบ้านแล้วทำการชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านพอใจ จึงได้พากันแยกย้ายกลับบ้านไป ในที่สุด