บทความล่าสุด

ดาบตำรวจ จ.อุดรฯ ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อหลวง เลี้ยงกุ้งฝอยขายสร้างรายได้อย่างงาม

วันที่2 กรกฎาคม 60 เวลา10.30 น. ดาบตำรวจ สุเมฆ เลิศศรีเพชร อายุ 52 ปี ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ปราบปราม สภ.หนองหาน จ.อุดรธานี หัวหน้าตำรวจหมู่บ้านประจำตู้ บ้านผักตบ อยู่บ้านเลขที่ 242 ม.2 บ้านผักตก ต.ผักตบ อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ได้ใช้พื้นที่จำนวนหนึ่ง ภายในบริเวณตู้ยามตำรวจประจำหมู่บ้านผักตบ ทำบ่อซีเมนต์ขนาด 2.50X 2.50 ม. สูงประมาณ 1 เมตร เพื่อทำการทดลองเลี้ยงกุ้งฝอย ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ให้กลายเป็นกุ้งฝอยแบบเลี้ยง

โดยได้ทำการทดลองผิด ทดลองถูกมานานเป็นปีๆ และผลสุดท้ายประสบผลสำเร็จสามารถเลี้ยง ขยายผล จนสามารถจับขายเป็นรายได้เสริม และยังเตรียมจะยึดเป็นอาชีพหลัก หลังเกษียณอายุราชการเพื่อเลี้ยงครอบครัว ซึ่งในตอนนี้ทางผู้บังคับบัญชาให้การสนับสนุนสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้ประจำตำบล ให้คำปรึกษาแนะนำแกผู้ต้องการเลี้ยงเป็นอาชีพ โดยไม่คิดค่าแนะนำปรึกษา จนกระทั้งเกษตรกรที่อยู่จังหวัดเชียงก็ยังโทรศัพท์มาขอคำแนะนำ วิธีการเลี้ยงที่ทำให้กุ้งฝอยเลี้ยงมีความเจริญเติบ ใช้เวลาเพียง 5 เดือนก็สามารถตักจับขายได้แล้ว สร้างรายได้ให้สามารถใช้ชีวิตได้แบบประหยัดพอเพียงตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยเบื้องยุคลพระบาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 ได้อย่างสบายไม่เดือดร้อน

ดาบตำรวจ สุเมฆ เลิศศรีเพชร เปิดเผยว่า โครงการ เลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อซีเมนต์ เกิดจากตนเป็นลูกชาวนาโดยกำเนิด และพบว่ากุ้งฝอยยังเป็นอาหารที่ชาวอีสานนิยมนำมาประกอบอาหารหลายอย่าง และคิดว่าหากจะทำการเลี้ยงกุ้งฝอยเพื่อเป็นอาหารอย่างแท้จริง ด้วยการเลี้ยงลอกเลียนแบบธรรมชาติ ก็น่าจะเป็นผลดีและสามารถสร้างรายได้ให้กับตนและครอบครัวได้ จากความคิดตรงนั้น ทำให้ตัดสินใจทำการทดลองเลี้ยงกุ้งฝอย หลายวิธีโดยเฉพาะการเลี้ยงในท่อกลมซีเมนต์

โดยเริ่มต้นตนได้ไปขอซื้อเอามาจากชาวบ้านที่ทำการหากุ้งฝอยตามแหล่งน้ำธรรมชาติด้วย ซึ่งก็ได้ผลแต่กุ้งมีอัตราการเจริญเติบโตช้า จนมาลงตัวที่การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ สี่เหลี่ยม และมีการเจาพะรูรอบบ่อ เพื่อให้กระแสลมพัดผ่านน้ำได้ ทำให้น้ำในบ่อเลี้ยง เกิดการกระเพื่อม เหมือนกับธรรมชาติ ทำให้กุ้งฝอยที่เลี้ยง มีการเคลื่อนไหว มีอัตราการเจริญเติบโตเป็นที่น่าพอใจ เพราะเลี้ยงเพียง 4 เดือน ก็สามารถจับออกขายได้แล้ว แต่สำหรับช่วงนี้ตนเอง จะขายเฉพาะแม่พันธ์ที่พร้อมที่จะให้ลูกกุ้งแล้ว ตัวละ 2 บาท ส่วนพ่อพันธ์แถมให้ฟรี ในการให้อาหารแบบขุน ลักษณะเดียวกับการเลี้ยงหมูขุน เพื่อส่งตลาด ด้วยการให้อาหารสูตร ไข่ต้มสุก ขยำกับข้าว จะเป็นข้าวเหนียว หรือ ข้าวเจ้า ก็ได้ โดยให้วันละ 1 ครั้ง ในตอนเย็น เมื่อครบ 4 เดือน ก็สามารถจับขายได้ ซึ่งปัจจุบันเขาขายกุ้งฝอยในตลาดสด กิโลกรัม ละ 300-400 บาท

ปัจจุบันนี้ ไม่ได้ขายแบบยกบ่อ แต่เลี้ยงแบบขยาย เพื่อขายแม่พันธุ์ พ่อพันธุ์เพียงอย่างเดียว โดยเลี้ยงไปจนกว่าแม่พันธ์กุ้งฝอย พร้อมที่จะออกลูกได้แล้ว โดยให้สังเกตจากตัวเมียที่จะมีไข่สีเขียวๆอยู่ใต้ท้อง สามารถจับแยกออกมาขาย ได้แล้ว โดยจะขายเฉพาะแม่พันธ์ที่พร้อมที่จะให้ลูกกุ้งแล้ว ตัวละ 2 บาท ส่วนพ่อพันธ์แถมให้ฟรี และมีข้อแนะนำว่า หากว่าเมื่อลูกกุ้งออกมาแล้ว ก็ให้เพิ่มอาหารไข่ต้มสุกปลอกเปลือก ไม่ต้องขยำ นำไปวางเอาไว้บนก้อนอิฐบล็อกที่นำเอาไปวางไว้ในน้ำ เพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัย หลบแสงแดดของกุ้ง ลูกกุ้งจะว่ายมากัดกินเอง

ดาบตำรวจ สุเมฆ เลิศศรีเพชร กล่าวว่า การเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อซีเมนต์ ขั้นแรกจะต้องทำบ่อซีเมนต์ขนาด 2.50 X2.50 X 1 เมตร ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการและทันของผู้เลี้ยง แต่ขอแนะนำเอาเพียง 1 บ่อ สำหรับผู้ที่เริ่มเลี้ยง เพื่อเป็นการหาประสบการณ์ เมื่อมีความชำนาญได้ประสบการณ์แล้ว ก็สามารถขยายการลงทุนเป็นหลายๆบ่อได้ตามทุนของผู้เลี้ยง

เคล็ดลับอย่าใช้น้ำประปาในการเลี้ยงกุ้งฝอยโดยเด็ดขาด เพราะในน้ำประปา มีสารเคมีหลายอย่างเช่น คลอรีน และ สารส้ม เป็นต้น ต้องใช้น้ำธรรมชาติ น้ำคลอง น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกจากการเจาะรูข้างบ่อให้รอบๆแล้ว จะต้องมั่นดูแลเอาใจใส่กุ้งฝอยที่เลี้ยงด้วย เพื่อลอกเลียนธรรมชาติ ให้กุ้งแล้วนั้น จะต้อทำการเปลี่ยนน้ำเลี้ยงกุ้งเดือนละ 1 ครั้ง เพราะกุ้งชอบน้ำสะอาด และเพิ่มด้วยเครื่องทำอากาศออกซิเจน ขนาดเล็ก เพื่อช่วยทำให้นำเกิดกระเพื่อมด้วย จะเป็นการให้กุ้งมีออกซิเจนตามธรรมชาติหายใจและเร่งการเจริญเติบโตของกุ้ง

เรื่องที่แนะนำอีกประการหนึ่งคือ ไม่แนะนำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ไปหาซื้อแม่พันธุ์ พ่อพันธุ์ ตามตลาดสด เพราะกุ้งเหล่านั้นใกล้ตายแล้ว เพราะถูกนำขึ้นมาเป็นเวลานาน เมื่อนำมาเลี้ยงจะมีอัตราเสี่ยงต่อการตายค่อนข้างสูง แนะนำให้ซื้อจากคนเลี้ยง หรือจากคนหากุ้งตามธรรมชาติ เนื่องจากกุ้งยังมีสภาพแข็งแรง สดใหม่ ในบ่อเลี้ยง 1 บ่อ ใส่แม่พันธ์ไม่เกิน 400 ตัว และพ่อพันธ์ 10 กว่าตัวก็พอ เพราะแม่พันธ์จะใช้เวลาระยะเพียง 20 วัน ก็จะออกลูกแล้ว

สำหรับตลาดรับซื้อกุ้งฝอยยังมีอีกมาก เนื่องจากกุ้งฝอยยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการ นอกจากตลาดสด ยังมีร้านอาหารทั้งท้องถิ่น หรือร้านอาหารขนาดใหญ่ ราคาขายต่อ ก.ก. ก็ตกอยู่ราวประมาณ 300-400 บาทต่อ กิโลกรัม ซึ่งตนได้มีการเตรียมยึดอาชีพเลี้ยงกุ้งฝอย หลังเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยจะใช้พื้นที่ดินที่เป็นสวน ทำบ่อซีเมนต์เอาไว้แล้ว 3-4 บ่อ และมีบ่อที่ใช้เลี้ยงกุ้งแล้วอีก 1 บ่อ ที่ตู้ยามตำรวจประจำหมู่บ้าน นอกจากนี้แล้วก็ยังทำเป็นตัวอย่างแก่ข้าราชการทุกหน่วยที่ใกล้เกษียณอายุราชการ ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว ได้ ดังกล่าว

สองผัวเมียชาวไร่อ้อยอุดรฯ ดวงเฮงถูกลอตเตอรี่18ล้าน หลังไปขอโชคลาภกับปู่ศรีสุทโธ

วันที่1กรกฎาคม 60 เวลา19.30 น. ที่บ้านเลขที137 หมู่5 บ้านช้างใหญ่ ตำบาลนาทม อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง ของ นายธีระชัย บุตรดีคำ อายุ43ปี และน.ส.อรอนงค์ เหี้ยมเหิน อายุ31ปี ชาวผัวเมียชาวไร่อ้อย ดวงเฮงถูกลอตเตอรี่รางวัลที่1 จำนวน3 คู่ 112360 งวดที่25 ชุดที่ 21 -22, 23-24 และ 47-48 เป็นเงิน18ล้านบาท โดยมีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน จำนวน50 คน มาร่วมฉลองแสดงความดีใจ ในครั้งนี้

น.ส.อรอนงค์ เหี้ยมเหิน เปิดเผยว่า เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ตนได้เดินทางไปที่คำชะโนด กราบไหว้เจ้าปู่ศรีสุทโธ อ.บ้านดุง แล้วบอกกับปู่ว่า ตนเองลำบากมาก มีหนี้สินหลายล้านบาท ยากปลดหนี้สิน แล้วตนก็ถูกหวยเลขท้าย42 ได้เงิน5,000 บาท ซึ่งตนก็ไปบ่นกับ ศาลดูน หรือศาลประจำหมู่บ้าน ที่ได้อัญเชิญปู่ศรีสุทโธ มาประทับที่ศาลแห่งนี้ หลายสิบปี ที่บ้านคำสีดา อยู่ติดกับหมู่บ้านช้างใหญ่ ขอให้ถูกรางวัลที่1 เหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง ที่เคยเห็นในข่าว ที่ไปขอโชคลาภกับเจ้าปู่ศรีสุทโธ

โดย เมื่อวันที่21มิถุนายน ที่ผ่าน ตนได้เดินทางเข้ามาในตัวเมืองอุดรธานี เพื่อไปส่งหลานสาว จะเดินทางไปต่างประเทศ แล้วได้แวะตลาดไทยศิริ บ้านโนนขมิ้น ตำบลหนองบัว อ.เมืองอุดรธานี จึงได้ซื้อลอตเตอรี่เพื่อเสี่ยงโชค จำนวน5 คู่ ซึ่งมีเลขชุด 112360 จำนวน3 คู่ และอีก2 คู่ เป็นเลขลงท้าย 80 พอมาวันนี้หวยออก ก็เลยนั่งลุ้นพอหวยออกมา ตนเองกับแฟนแทบช็อก ถูก รางวัลที่1 จำนวน3 คู่ เป็นเงิน18 ล้านบาท แล้วตนกับสามี ได้เดินทางไปลงประจำที่ สภ.ทุ่งฝน เพื่อเป็นหลักฐาน

น.ส.อรอนงค์ เหี้ยมเหิน ได้กล่าวว่า เงินที่ได้มาจากโชคครั้งนี้ จะนำไปปลดหนี้สิน จำนวน7ล้าน7 แสนบาท เนื่องจากเอาที่ดิน จำนวน74 ไร่ ที่ปลูกอ้อย ไปจำนงกับนายทุน เป็นเงิน6 ล้านบาท และเป็นหนี้ ธกส. อีก1ล้าน7 แสนบาท เงินส่วนที่เหลือเก็บไว้เป็นทุนในการทำมาหากิน พร้อมกับ เป็นทุนการศึกษาให้แก่ลูกหลาว ในอนาคต และเลี้ยงพ่อแม่ ต่อไป

สสจ. อดรฯ เผย มีเด็ก3ปี ป่วยโรค มือ เท้า ปากเปื่อย สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ในแต่ละปีพบถึง 500 ราย

วันที่ 30 ม มิถุนายน 2560 เวลา 14.00 น. นายแพทย์สมิต ประสันนาการ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า มีการแพร่ระบาดของโรค มือ เท้า ปากเปื่อย ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี พบผู้ที่เป็นโรค มือ เท้า ปากเปื่อย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึงวันที่ 29 มิ.ย.2560 จำนวน 314 ราย โดยเฉพาะในเดือน มิถุนายน 2560 พบมากที่สุดจำนวน 91 ราย โดยพบมากที่สุดในพื้นที่อำเภอเมือง 50 ราย ซึ่งวันที่17 มิถุนายน 60 เจอเด็ก2 ราย โดยหายดีแล้ว แต่ล่าสุดในวันที่23 มิถุนายน มีเด็กชายอายุประมาณ 3 ปี เรียนอยู่ที่โรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่งในชั้นอนุบาล ป่วยเป็นโรค มือ เท้า ปากเปื่อย จริง ขณะนี้รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี มีอาการดีขึ้นแล้ว สามารถรับประทานอาหารได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็สามารถกลับบ้านได้

โดยเด็กชายรายดังกล่าว เริ่มป่วยก็ถูกนำเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ต่อมาได้ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ซึ่งอาการเริ่มแรก มีอาการกระตุก จึงย้ายไปรักษาที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี สันนิษฐานว่า เด็กชายดังกล่าวอาจจะติดเชื้อโรค มือ เท้า ปาก เปื่อย จากไวรัส ที่ชื่อว่า เอนเทอโรไวรัส 71 และมีอาการแทรกซ้อนทางสมอง แต่สามารถทำการรักษาได้จนเกือบจะเป็นปกติแล้ว พร้อมทั้งส่งทีมไปให้คำแนะนำแก่โรงเรียนที่เด็กเรียนอยู่ ซึ่งได้มีปารกสั่งปิดห้องเรียนชั้นอนุบาล 1ห้อง ในสัปดาห์หน้าสามารถเปิดห้องเรียนได้ตามปกติ

นายแพทย์สมิต ประสันนาการ กล่าวว่า สำหรับโรค มือ เท้า ปาก เปื่อย ส่วนใหญ่จะพบได้ในเด็กที่มีอายุ ต่ำกว่า 5 ปี ส่วนเชื้อไวรัสที่เป็นตัวก่อให้เกิดโรคดังกล่าว เป็นเชื้อไวรัส ในกลุ่ม เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งพบในคนเท่านั้น และมีหลากหลายสายพันธ์ ส่วนเชื้อที่ก่อโรค มือ เท้า ปาก เปื่อย ได้แก่ไวรัส A,B และ Enterovirus 71 ผู้ที่ติดเชื้อ ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ หรือ พบอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อย เป็นต้น โดยจะมีตุ่มพองเล็กๆตามบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ในปาก เพดาน กระพุ้งแก้ม ในรายที่ติดเชื้อไม่รุนแรงก็สามารถหายได้เอง ส่วนในรายที่ติดเชื้อแบบรุนแรง เช่น เอนเทอโรไวรัส (Enterovuirus 71) อาจจะมีอาการแทรกซ้อนทางสมอง มีอาการอักเสบส่วนก้านสมอง อาการหัวใจวาย น้ำท่วมปอด และอาจจะเสียชีวิต

ในส่วนอาการป่วย เด็กจะไท้รับประทานอาหารเพราะเจ็บในปาก ทั้งนี้โรคมือ เท้า ปาก เปื่อยนี้ สามารถแพร่ติดเชื้อได้ทางการสัมผัส เช่น ของใช้ ของเล่น น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระของผู้ป่วย ที่สามารถอยู่ในอุจจาระได้นานถึง 1 เดือน วิธีการป้องกันจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าว โดยต้องทำความสะอาดสถานที่ เครื่องใช้ส่วนตัว เครื่องเล่น โดยเฉพาะสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล ครู พี่เลี้ยงผู้ดูแล ต้องคอยสังเกตเด็กบ่อยๆ และต้องทำความสะอาดด้วยผงซักฟอกผสมน้ำ ตามด้วยน้ำผสมผงฟอกขาวทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จึงล้างออก ส่วนเครื่องใช้ ภาชนะสำหรับเด็ก หลังจากทำความสะอาดแล้ว ต้องตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี กล่าวอีกว่า เด็กชายที่ป่วย คาดว่าอาจจะติดเชื้อไวรัส ชื่อว่า เอนเทอโรไวรัส 71 แต่ตอนนี้อาการดีมากแล้ว และในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนเหมาะสำหรับแพร่เชื้อ ซึ่ง โรคมือเท้า ปาก เปื่อย นี้ เป็นโรคระบาดประจำถิ่นไปแล้ว และตั้งแต่ ปี 2556 จังหวัดอุดรธานีพบการแพร่ระบาดปีละประมาณ 500 ราย และเคยมีเสียชีวิต 1 ราย ที่อำเภอประจักษ์ศิลปาคม เมื่อปี 2556 เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จังหวัดอุดรธานีในปีนี้พบผู้ป่วยแล้ว 314 ราย อยู่อันดับที่ 67 ของประเทศ แต่ทั้งประเทศที่พบ 27,000 ราย ก็เสียชีวิตไป1 ราย ซึ่งรายที่พบเด็กชายอายุ3 ปี ในจังหวัดอุดรธานี ถือว่าเป็นขั้นรุนแรง ดังกล่าว

จับเทรนเนอร์ฟิตเนส ค้ายาบ้าผ่านเฟซบุ๊ก ให้กับเด็กแว้น ถุงตราแอปเปิ้ลในการจูงใจลูกค้า

วันที่30 มิถุนายน 60 เวลา11.00 น. พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ,พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี ,พ.ต.ท.วัฒนงศ์ จันทร์พล สวป. และตำรวจชุดสืบสวน ได้ร่วมกันแถลงข่าว จับกุมตัว นายไตรภาพ หรือแม็ค ปานพิมพ์ อายุ24ปี อยู่บ้านเลขที่39 หมู่8 ตำบาลหมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี เป็นเทรนเนอร์ฟิตเนส แห่งหนึ่ง ในตัวเมืองอุดรธานี พร้อมของกลาง ยาบ้าจำนวน18,400 เม็ด ที่อยู่ในถุงสีฟ้าจำนวน73 ถุง ,ถุงสีดำตาราแอปเปิ้ล จำนวน19 ถุง บรรจุในกล่องพัสดุของไปรษณีย์, เงินสดจำนวน130,000 บาท ,สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 3 บาท จำนวน1 เส้น,โทรศัพท์มือถือ1 เครื่อง และรถจยย.ฮอนด้าสกุ๊ปปี้ไอสีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน1 คัน ในข้อหา มียาเสพติดประเภท 1 หรือ ยาบ้า มีไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย โดยผิดกฎหมาย

พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตำรวจได้จับกุมผู้เสพและค้ารายย่อย แล้วทำการขยายผล ทราบว่าจะมีการนำยาบ้ามาส่งให้กับลูกค้า ที่บริเวณลานจอดรถของเอกชน ภายในซอยจินตคาม ถนนทหาร ตำบลหมากแจ้ง จึงได้นำกำลังไปทำการดักซุ่มรออยู่ จนกระทั้งได้มีชายวัยรุ่นได้ขขี่รถจยย.ฮอนด้าสกุ๊ปปี้ไอสีขาว มาจอด ตรงตามรูปพรรณที่ได้เบาะแสมา

จากนั้นตำรวจได้แสดงตัวเข้าจับกุม ทราบชื่อภายหลังคือ นายไตรภาพ หรือแม็ค ปานพิมพ์ ตรวจค้นในตัวพบยาบ้า จำนวน400 เม็ด ตำรวจได้นำตัวพาไปตรวจค้น ที่ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม ของภรรยา ในซอยจินตคาม เจอยาบ้าอีกจำนวน 18,000 เม็ด ที่ห้องนอน จึงได้ทำการตรวจยึดแล้วควบคุมตัว มาโรงพัก

จากการสอบสวน นายไตรภาพ หรือแม็ค ปานพิมพ์ ให้การว่า ตนได้รู้จักนาย น ที่กรุงเทพ โดยจะส่งยาบ้าใส่กล่องพัสดุของไปรษณีย์ ทางรถทัร์ แล้วบอกให้ตนไปรับ ก่อนที่เขาจะสั่งให้ตนนำยาบ้าไปวางตามจุดต่างๆ ที่เขาบอก แล้วทำการถ่ายรูป จุดที่วางยาบ้าส่งรูป ไปให้นาย น ทางเฟซบุ๊ก แล้ว นาย น ก็ส่งรูปต่อไปให้กับลูกค้า ทางเฟซบุ๊ก ให้ไปรับยาบ้า

โดยลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาซื้อยาบ้า จะเป็นเด็กแว้น แล้วก็กลายเป็นผู้ค้ารายย่อย โดยล่าสุดตนไปเอายาบ้ามา จำนวน10 มัด หรือ 20,000 เม็ด ทำมาแล้วหลายครั้ง ได้ประมาณ 2 เดือน ซึ่งตนจะได้ค่าแรง เป็นเงินครั้งละ 100,000 บาท เงินที่ได้มานั้นก็จะเก็บไว้ เพื่อซื้อห้องแถว ให้กับภรรยา เปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม เพราะทุกวันนี้ ได้เช่าห้องแถวเปิดร้านอยู่ หรือไม่ก็เปิดร้านฟิตเนส เป็นของตนเอง เพราะตนเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนส

พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน กล่าวว่า ยาบ้าที่จับได้ครั้งนี้ เป็นการกระจายออกมาจากรุงเทพ ที่สำคัญขบวนการค้ายาบ้า ใช้แผนการตลาดแบบใหม่ด้วยการเอายาบ้าใส่ถุงตราแอปเปิ้ล เป็นการจูงใจลูกค้าให้มาซื้อ แต่ยาบ้าอยู่ในถุงนั้นกลิ่นจะไม่แรงเหมือนแต่ก่อน ซึ่งจะมีกลิ่นผสมคล้ายกับผลไม้ด้วย เพราะเนื่องจากส่งมาทางรถทัวร์ เพื่อให้หลีกเลี่ยงในการถูกตรวจจับเจอได้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการขยายผลจับกุมเครือข่ายยาบ้าถุงตราแอปเปิล ต่อไป

จับ 2 ผัวเมีย โบรกเกอร์เก๊ ตุ๋นชาวบ้านร่วมลงทุนกองทุนหุ้นทั่วภาคเหนือและอีสาน สูญเงินมากกว่า3 ล้านบาท

วันที่29 มิถุนายน 60 เวลา10.30 น. ที่ศูนย์สืบสวน กก.1 ภาค 4 จ.อุดรธานี พ.ต.อ.กิตติพงษ์ จิตรคาม ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.4 , พ.ต.ท.ชาญณรงค์ มากพิสุทธิ์ รองผกก.สส.1 บก.สส.ภ.4 และตำรวจชุดสืบสวนภาค4 ร่วมกันแถลงข่าว จับกุม 2 ผัวเมีย อ้างตัวว่าเป็น โบรกเกอร์ คือนายชลมาตร แสงพล อายุ34ปี อยู่บ้านเลขที่142 หมู่3 ตำบลโนนทอง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี และ น.ส.นิด ทองแกมแก้ว อายุ39ปี อยู่บ้านเลขที่16 หมู่5 ตำบลดงเสือเหลือง อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ทั้งคู่ มีหมายจับของศาลจังหวัดหนองบัวลำภู ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์

พร้อมของกลาง เงินสดจำนวน160,000 บาท ,สร้อยแขนทองคำจำนวน2 เส้น รวมน้ำหนัก 3บาท , แหวนทองจำนวน2 วง จี้ทอง รวมน้ำหนัก 1บาท และ2 สลึง, กล้องถ่ายรูป พร้อมเลนส์ จำนวน2 ตัว ,แมคบุคแอร์ จำนวน1 เครื่อง,ไอแพด 1เครื่อง ,แท็บเล็ต 1เครื่อง ,มือถือ 6เครื่อง , นาฬิกา2 เรือน รถจยย.ยี่ห้อ ไทรอัมพ์ สีขาวดำ ราคม 6 แสนบาท และสมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 2 เล่ม รวมมูลค่าทรัพย์ 1 ล้านกว่าบาท

พ.ต.อ.กิตติพงษ์ จิตรคาม ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.4 เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งสองคน เป็นผัวเมียกัน โดยจะอ้างตนว่า เป็นโบรกเกอร์ อิสระ สามารถรู้เรื่องในเกี่ยวกับหุ้น หลายบริษัท ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะเกี่ยวกับกองทุนน้ำมัน ถ้าลงทุนแล้วจะได้ผลตอบแทนกลับคืนมาเป็น100 เท่า เพียงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งไปหลอกเหยื่อ ในภาคเหนือหลายจังหวัด
โดยรู้จักกันครั้งแรกจากเฟซบุ๊ก ก่อน แล้วจะนัดผู้เสียหาย มาเจอ ชวนร่วมลงทุน เริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นบาท ในช่วงแรกจะจ่ายเงินผลกำไรไปให้ก่อน ทำให้เหยื่อตายใจ บอกให้เพิ่มเงินลงอีก เป็นหลักเงินแสนบาท ทำให้พากันหลงเชื่อ ระดมเงินไปลงทุน ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชี ให้กับ ผู้ต้องหาทั้งสองคน มีผู้เสียหายจาก ภาคเหนือ โดนหลอก ที่ทราบในตอนนี้ มีอยู่ประมาณ 15 ราย ยอดเงินกว่า 3 ล้านบาท

หลังจากนั้นสองผัวเมีย ได้หลบหนี มาอยู่ในภาคอีสาน ล่าสุดหลอกเหยื่อ ที่ จ.หนองบัวลำภู ทำให้ผู้เสียหาย ไปแจ้งความ จนกระทั้งตำรวจไปขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดหนองบัวลำภู โดยตำรวจได้สืบรู้ว่า ทั้งสองคน มาเช่าอยู่ ที่บ้านคุณตารีสอร์ท ตำบลบ้าดุง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น จึงได้นำกำลงพร้อมกับหมายจับ เข้าทำการจับกุมสองผัวเมียรายนี้ และทำการตรวจยึดทรัพย์ ที่ได้มาจากการต้มตุ๋นประชาชน ล่าสุด ผู้ต้องหา ได้นำเงินสดไปซื้อรถจยย.ยี่ห้อ ไทรอัมพ์ สีขาวดำ ในราคา 6 แสนบาท เมื่อ3 วันที่แล้ว จะพากันไปขี่ออกทริป หาหลอกเหยื่อไปเรื่อยๆ ต่อ

นางรัตน์ชรินทร์ สุพรรณภิวัชร์ อายุ50ปี อยู่บ้านเลขที่99/30 หมู่5 ตำบลไชยสถาน อ.สารภี จ.
เชียงใหม่ ผู้เสียหาย ที่ตกเป็นเหยื่อ ได้กล่าวว่า ในตอนแรกเพื่อนได้แนะนำ ให้ผู้จักกับผู้ต้องหาทั้ง2 คน เพราะเพื่อนได้โอนเงินทำการลงทุนกับสองผัว ที่อ้างว่า เป็นโบรกเกอร์ ดูแลเรื่องหุ้นให้กับกองทุนหลายบริษัท ตอนแรกก็ทำที ได้ผลกำไรอย่างงาม ถ้าลงทุนในกองทุนขนาดเล็กก็จะเพียง2 เท่า ถ้าลงทุนกองทุนใหญ่ หรือ กองทุนของต่างประเทศ จะผลกำไร เป็น100เท่า ทำให้ตนเองหลงเชื่อ ทำการลงทุนไปถึง3 ครั้ง หมดเงินไปถึง 5 แสน 4หมื่นบาท เพราะต้องการหาเงินปลดหนี้ จำนวน3 ล้านบาท ด้วยความโลภของตนไม่ตรวจเช็คให้ดีเสียก่อน จึงมาเสียรู้ให้กับสองผัวเมียแสบรายนี้

พ.ต.อ.กิตติพงษ์ จิตรคาม กล่าวว่า เพราะในตอนนี้ได้ตรวจสอบทำการยังพบว่า ยังมีเหยื่อหลงเชื่อ ทำการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา คาดว่าจะมีผู้เสียหาย อีกหลายรายและหลายจังหวัด ในภาคอีสานและภาคเหนืออีก จึงอยากฝากเตือนถึงประชาชน อย่าหลงเชื่อในเรื่องเกี่ยวกับการลงทุน แล้วจะผลกำไรเป็นจำนวนมาก เพราะความเป็นจริงแล้วแทบจะไม่มีเลย ในเรื่องนี้ ซึ่งต้องหาทั้งสองคน ได้อ้างว่า ตนเองเคยถูกหลอกในลักษณะนี้ จึงได้จำมาทำการหลอกลวงประชาชน ดังกล่าว

เด็กนักเรียนและผู้ปกครองสุดทน รวมตัวขับไล่ ผอ.รร.ดังเมืองอุดรฯ บริหารยังไง ปล่อยให้เด็กอดอยากและอีกเพียบ ยาวเป็นหางว่าว

วันที่ 26 มิถุนายน 60 เวลา08.00 น. ที่บริเวณภายในหน้าประตู โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานี ตำหนองบัว อ.เมืองอุดรธานี ได้มีครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ที่บกพร่องทางการได้เสียง ได้มารวมตัวกัน กว่า 300 คน พร้อมกับถือป้ายที่เขียนประท้วงขับไล่ นายเรืองเวช ผาสุข ผอ. โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานี

ทั้งนี้เนื่องจากไม่พอใจ ในเรื่องการบริหารงานในโรงเรียน อาทิเช่น อาหารที่รับประทานแต่ละวันไม่เพียงพอแก่เด็กนักเรียน วัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหาร ไม่มีคุณภาพ ซ้ำร้ายแถมยังมีตัวกิ้งกือ ในอาหาร พร้อมกับงบสวัสดิการของนักเรียน มีการดำเนินการล่าช้า และ ยังสั่งตัดต้นภายในโรงเรียนกว่า10 ต้น ที่สำคัญได้ยกเลิกโครงการพ่อแม่ลูกของครู

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี ได้เดินทางมาดูแลรักษาความสงบ ให้แก่นักเรียน และผู้ปกครองกลัวว่าจะมีเหตุปานปลาย หรือได้รับอันตราย ซึ่งก่อนหน้านี้ นายเรืองเวช ผาสุข ผอ. โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานี ได้เดินทางมา พยายาม จะเข้าไปในโรงเรียน ไม่สามารถเข้ามาได้ เนื่องจากแต่นักเรียนไม่ต้องการให้เข้ามา จึงได้กลับไป

ต่อมา พล.ท.อำนวย จุลโนนยาง ผู้ทรงวุฒิพิเศษกองทัพบก และเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานี ได้เดินทางมาที่โรงเรียน ทำให้นักเรียนเข้ามากอดรู้สึกดีใจ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือแก้ปัญหา ในเรื่องนี้ แล้วให้ครูพานักเรียนพร้อมกับผู้ปกครอง เข้าในห้องประชุม เพื่อรับฟังความคิดเห็นและคำเรียกร้องจากนักเรียนและผู้ปกครอง

พันโท กฤษดา ปุณยวุฒิพงษ์ 66ปี อยู่บ้านเลขที่300/6 หมู่ 10 ตำบลหนองบัว อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู ตัวแทนผู้ปกครอง ได้กล่าวว่า หลานชายของตนเรียนที่โรงเรียนชั้น ป.1 ซึ่งตนจะติดกับหลานชายอยู่ตลอดเวลา จนทราบว่าอาหารที่ทางโรงเรียน ทำให้กินไม่เพียงพอสำหรับเด็กนักเรียนและไม่มีคุณภาพ รวมไปถึงมีตัวกิ้งกือ ในอาหารด้วย และคนทำครัวยังแอบสูบหรี่ ในบริเวณที่ทำอาหารด้วย
โดยที่สำคัญโครงการพ่อแม่ลูกของครู เป็นโครงการที่ดีมาก เพื่อช่วยเหลือในเรื่องการแก้ปัญหาให้แก่ตัวเด็ก แต่ผอ. คนนี้ย้ายมาได้ทำการยกเลิกโครงการนี้ไป เด็กเหล่านี้ที่พิการ ต้องการความรักและความเมตตา เป็นอย่างมาก ทำเช่นนี้ทำให้ผู้ปกครองทุกคนรู้สึกเสียใจอย่างมากและบางคนอาจจะนำเด็กกลับไปที่บ้านเลยก็เป็นไปได้ ส่วนต้นไม้ภายในโรงเรียนผอ.คนนี้ก็ได้สั่งตัดไปกว่า 10 ต้น เพราะทางโรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ซึ่งอยู่ในระดับขั้นที่สอง เพื่อเป็นสื่อในการสร้าง จิตสำนึกด้านอนุรักษ์พันธุกรรมพืช โดยให้เยาวชนนั้น ได้ใกล้ชิดกับพืชพรรณไม้ เห็นคุณค่า ประโยชน์ ความ สวยงาม อันจะก่อให้เกิดความคิดที่จะอนุรักษ์พืชพรรณ ทำให้เด็กนักเรียนรู้สึกเสียใจเป็นมากด้วย

นางดธัญญา บัวเทิง อาจารย์สอยคอมพิวเตอร์โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ตนมีความรู้สึกสงสารเด็กๆทุกวันนี้สภาพปัญหาที่เด็กพบเจอคือเด็กรับประทานอาหารไม่อิ่ม คุณภาพอาหารแย่ ปริมาณอาหารน้อยเมื่อเด็กทานไม่อิ่มก็ไม่สามารถเติมได้ สิ่งของเครื่องใช้ เปิดเทอมมาแล้วยังไม่ได้รับ ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้ในเรือนนอน เด็กๆเกิดความกดดันจึงได้ลุกฮือ ขึ้นมา

โดยผอ.คนนี้ทำการเปลี่ยนคนทำอาหาร ซึ่งเป็นคนของตนเอง จัดซื้อจัดจ้างเอง อาหารการกินของนักเรียน ไม่มีการเปลี่ยนเวรครูไปซื้อ ซึ่งเมื่อก่อนมีการเปลี่ยนเวรกันไปซื้อเพื่อป้องกันการทุจริต เวลาที่บิลส่งอาหารไม่มีใครเห็น ตั้งแต่เปลี่ยนผู้บริหาร ตู้ล่ามภาษามือ ที่นำมาให้เด็กๆได้ใช้เพื่อติดต่อกับผู้ปกครอง ซึ่งปัจจุบันนี้เสียและไม่มีการแจ้งซ่อม จึงทำให้เด็กขาดการติดต่อกับผู้ปกครอง ซึ่งทางโรงเรียนก็ไม่ได้ให้เด็กใช้โทรศัพท์ เมื่อเวลาแด็กจ็บป่วยก็ไม่สามารถติดต่อผู้ปกครองได้โดยตรง

จากนั้น นายนพดล ธุลีจันทร์ ผอ.ศูนย์การศึกษา พิเศษเขตการศึกษา จ. ขอนแก่น ได้ร่วมประชุม คณะกรรมการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 , คณะกรรมการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20, เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี ,คณะครูของโรงเรียน และผู้ปกครอง ใช้เวลาประมาณ 2 กว่า ชั่วโมง ได้ข้อสรุป ทำการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง นายเรืองเวช ผาสุข ผอ. โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานี ในการบริหารงานโรงเรียน และให้ดำเนินการจัดซื้ออาหารให้กับเด็กนักเรียนเพียงพอ ซึ่งให้ รองผอ. เป็นผู้ดูแลชั่วคราว ไปก่อน โดยในวันนี้พรุ่งนี้ เวลา10.00น. ประธานคณะกรรมการศึกษา พร้อมคณะทำงาน จะประชุมสอบสวนข้อเท็จจริงและร่วมแก้ไข ในเรื่องดังกล่าว

นายนพดล ธุลีจันทร์ กล่าวว่า หลังจากทราบเรื่องที่โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานี ได้มีปัญหาจึงเดินทางมาร่วมแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ซึ่งสถานการณ์ได้คลี่คลายไปเรียบร้อย ซึ่งได้นำข้อร้องเรียกร้องของเด็กนักเรียน ทำการรายงานไปถึงผู้บังคับบัญชาที่กรุงเทพเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการสั่งให้ย้ายผอ.คนนี้ ต้องรอดูคำสั่งชัดเจนอีกครั้งหนึ่งต่อไป

สองผัวเมีย นำไข่ไก่ 1แสนฟองและรำถวาย หลังฝันเห็น แม่ย่าศรีประทุมมา บรรดาคอหวยไม่พลาดได้ไงงานนี้ตีเลขเด็ด

เทปข่าว วันที่ 25 มิถุนายน 60 เวลา 10.30 น. ที่เกาะคำชะโนด ต.บ้านดุง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ในวันนี้ตรงกับวันหยุด มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทุกทิศทั่วไปแม้แต่ต่างประเทศ ก็เดินทางมากราบไหว้ปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีประทุม มาเป็นจำนวนมาก ประกอบกับใกล้วันหวยออกนักเสี่ยงโชคจำนวนหนึ่งก็มาขอพรขอโชคลาภจากปู่ศรีสุทโธ และ แม่ย่าศรีประทุมมา นักท่องเที่ยว ต้องเดินต่อคิวกันเป็นสองแถว เพื่อรอเข้าไหว้แต่ละคนจะเข้าไหว้ได้นั้นต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 3 ชั่วโมง แต่ทุกคนต้องอดทนรอ

โดยที่บริเวณด้านหน้าเกาะคำชะโนดทาง คณะกรรมการบริหารคำชะโนด ได้ทำจุดเอาไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวไหว้ และมีพ่อจ้ำพานำกล่าวไหว้ ซึ่งครั้งนี้ได้มี อดีตข้าราชการสองผัวเมียชาวอุดรธานีพร้อมด้วยคณะจำนวนหนึ่งได้นำของไหว้มาถวายปู่ศรีสุทโธ และแม่ย่าศรีประทุมมา เป็นไข่ไก่สดจำนวน 100,000 ฟอง ผลไม้อีกจำนวนมาก หลังจากพ่อจ้ำพาสองผัวเมีย นำกล่าวถวายเครื่องเส้นไหว้เสร็จ แล้วก็มีการรำบวงสรวงถวายศรีสุทโธ ปู่และแม่ย่าศรีประทุมมาพร้อมกับพิธีต่างเสร็จ ก็ทำการแจกจ่ายไข่จำนวน100,000 ฟอง ให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางกราบไหว้ปู่ศรีสุทโธ ในตอนแรกจะแจกให้คนละ 10 ฟอง ต้องใช้เวลานาน จึงได้แจกคนละ 1แผง เพื่อความรวดเร็ว

นางจุฑารัตน์ ไวยกิจ อายุ60ปี ชาวอุดรธานี เปิดเผยว่า ตนกับสามีทำธุรกิจส่วนตัว หลังที่สามีเกษียนข้าราชการ ก็ซื้อบ้านอยู่ที่อุดรธานี ตนมาคำชะโนดหลายครั้ง และเคยได้นำไข่ไก่สด มาถวายหลายครั้ง เหมือนกัน มากสุดคือ10,000 ฟอง แต่มาครั้งนี้ตนนำไข่สดจำนวน 100,000 ฟอง ถือว่ามากที่สุด ที่เคยทำมา พร้อมกับนำผลไม้จำนวนมากมาถวายปู่ด้วย เพราะตนได้ฝันว่าได้เดินทางมาที่คะโนดแล้วเดินเข้าไปในเกาะคำชะโนดบริเวณต้นมะเดื่อยักษ์อยู่ทางทิศตะวันออกของศาลเจ้าปู่แม่ย่า

โดยได้เห็นคนจำนวนหนึ่งอยู่ในบริเวณนั้นมีทั้งชายและหญิงนุ่งขาวห่มขาว ซึ่งบางคนก็ที่เป็นชายไม่สวมเสื้อ แล้วตนได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง หรือ แม่ย่าศรีประทุม เดินมาบอกตนว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องนำไข่หนึ่งแสนฟองถวาย ตนกับสามี ญาติพี่น้อง และเพื่อน จึงได้นำไข่ไก่สด จำนวน100,000 ฟอง มาร่วมกันถวายพร้อมกัน ตนได้ทำการรำบวงสรวงพ่อปู่แม่ย่า ด้วย ในการนำไข่ไก่สดมาถวายครั้งนี้ไม่ได้มาแก้บนใดๆ แต่เพราะความศรัทธาพ่อปู่ศรีสุทโธ และ แม่ย่าศรีประทุมมา เพื่อความเป็นสิริมงคลกับตนเองและครอบครัว ดังกล่าว

ในขณะที่นางจุฑารัตน์ ทำการรำบวงสรวงถวายปู่นานนับชั่วโมงอยู่นั้น ก็มีอาการตัวสั่นแต่ก็รำต่อไป คนที่ชอบเสี่ยงโชค ก็สังเกตอาการต่างๆ ของผู้รำ เพื่อตีเป็นเลขเด็ด บางคนก็เอาคำพูดที่จะแจกไข่คนละ 10 ฟอง มาเป็นเลขเด็ด บางคนก็เอาอาการที่มารำบวงสรวงต่อหน้าไข่จำนวนหนึ่งแสนฟอง โดยตอนรำบวงสรวงนั้นมีการหยิบไข่ ซึ่งครั้งแรก หยิบ2 ฟอง ครั้งที่สอง หยิบ 5ฟอง ก็นำมารวมกับ เป็น 7 ฟอง ให้สามีถือเอาไว้ บรรดาคอหวย ก็ตีเป็นเลขเด็ด 257 บ้าง แล้วแต่ความเชื่อคนคอหวยแต่ละบุคคล เมื่อทำการรำเสร็จสิ้นสามีภรรยา ทั้ง2คนได้หว่านกัลปพฤกษ์โปรยทาน พร้อมกับแจกไข่ไก่สดให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสักการะกราบไว้พ่อปู่ศรีสุทโธแม่ย่าศรีประทุมมา ดังกล่าว

จับแม่บ้าน ร.พ.แสบกับผัวหนุ่ม ตระเวนงัดบ้านและลักทรัพย์ในที่ทำงาน จนมุมแก้ทำเป็นชักหมดสติ ยึดของกลางได้เอื้อ

วันที่21 มิถุนายน 60 เวลา10.00 น. ที่หน้า สภ.เมืองอุดรธานี พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ,พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี และ ตำรวจชุดสืบสวน ได้ร่วมกันแถลงข่าว ทำการจับกุมตัว นายเทพประสิทธิ์ ดอกจันทร์ อายุ29 ปี อยู่บ้านเลขที่19 หมู่9 ตำบลศรีชมภู อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย และ นางศรีสุดา ประนมศรี อายุ45ปี อยู่บ้านเลขที่109 หมู่14 ตำบลบ้านตาด อ.เมืองอุดรธานี ทำงานเป็นแม่บ้านโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง ในตัวเมืองอุดรธานี พร้อมของกลาง อุปกรณ์เครื่องการแพทย์, เครื่องใช้ไฟฟ้า ,เครื่องประดับ, เครื่องของใช้ภายในบ้าน ,พระเครื่อง และรถจจยย.2 คัน ทั้งหมด จำนวน 34รายการ มากกว่า 100 ชิ้น มูลค่าหลายแสนบาท โดยมีผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ได้มาดูของกลางของตัวเอง ที่ตำรวจตรวจยึดมา

พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี เปิดเผยว่า ได้มีคนร้าย ออกตระเวนก่อเหตุงัดบ้านจัดสรร ในพื้นที่ อ.เมืองอุดรธานี มากกว่า100 หลัง โดยในคืนวันที่27 พฤษภาคม 60 ที่ผ่านมา ได้มีคนร้ายเป็นชาย เข้าไปก่อเหตุงัดบ้าน ในหมู่บ้านหรรษา ตำบลบ้านเลื่อม ในคืนนั้น จำนวน 4 หลัง ซึ่งคนร้ายกำลังขนทีวีสีจอแบ ยี่ห้อ LG ขนาด32นิ้ว ออกจากบ้าน 539/119 แต่มาเจอ รปภ. ของหมู่บ้าน คนร้ายได้ชักอาวุธมีดมาขู่ แล้วคนร้ายได้ทิ้งรถจยย.ฮอนด้าเวฟ สีแดงดำ หมายเลขทะเบียน 1กณ 5356 อุดรธานี ของตนเองเอาไว้ แล้วขโมยรถจยย.ยามาฮ่า รุ่น แกรนด์ฟีลาโน่ สีฟ้า สภาพใหม่ พึ่งซื้อมาได้7 วัน ของบ้านหลังดังกล่าว ขี่หลบหนีออกจากหมู่บ้านไป

ต่อมานางศรีสุดา ประนมศรี และ นายเทพประสิทธิ์ ดอกจันทร์ ซึ่งเป็นสามีใหม่ ได้มาติดต่อ เอารถจยย.ที่ทิ้งไว้ ไปก่อเหตุงัดบ้าน โดยในตอนแรกอ้างว่า สามีเมาเหล้า แล้วได้ทิ้งจอดรถจยย. เอาไว้ ตำรวจทำสอบเค้นหนัก และ รถจยย.ยามาฮ่า รุ่น แกรนด์ฟีลาโน่ สีฟ้า สภาพใหม่ ที่ขี่มานั้น โดยได้นำแผ่นป้ายทะเบียนปลอมมาติด ซึ่งตรวจสอบหมายเลขเครื่อง เป็นรถจยยย. ที่ขโมยไปในคืนวันนั้น ทำให้จนมุม แล้วนายเทพประสิทธิ์ ดอกจันทร์ ทำทีเป็นลมชักหมดสติ

จากนั้นตำรวจได้นำตัวทั้งสองคนไปขยายผล ตรวจค้นบ้านพักที่เช่าอยู่ ไม่มีเลขที่ ในหมู่บ้านเลื่อมโพธิ์ ตำบลบ้านเลื่อม แล้วนางศรีสุดา ประนมศรี ทำทีเป็นลมชักหมดสติ เหมือนกันกับสามี ตำรวจ เจอของกลางอยู่ภายในบ้านพักหลายรายการ โดยเฉพาะอุปกรณ์การแพทย์ ที่ทางโรงพยาบาล ได้แจ้งความเอาไว้ จึงได้ทำการตรวจยึดของกลาง แล้วนำตัวสองผัวเมีย แสบรายนี้ ส่งโรงพยาบาล ทำการตรวจรักษา แต่ทั้งคู่ไม่ได้เป็นอะไร จึงนำตัวทั้งสองคนที่โรงพัก ซึ่งก็ยังให้การภาคเสธ

พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งสองคน ตระเวนก่อเหตุงัดบ้านจะเน้นหมู่บ้าน จัดสรร 100 กว่าหลัง มาเป็นระยะนานเป็นปีแล้ว ที่สำคัญนางศรีสุดา ประนมศรี ทำงานอยู่โรงพยาบาล ก็ยังแอบขโมยทรัพย์สินภายในโรงพยาบาล จะเอาทุกอย่าง และรู้จักมุมกล้องในโรงพยาบาล เป็นอย่างดี ทำให้ไม่สามารถจับภาพได้ ตอนที่ขโมยทรัพย์ไป แต่ก็มาเจอของกลางในบ้านพักที่เช่าอยู่กับสามีที่คบอยู่ด้วยกัน ประมาณ กว่า1 ปี

สำหรับทรัพย์สินที่ขโมยมาก็จะนำไปขายร้านรับซื้อของเก่า และโฟสต์ ขายในเฟซบุ๊กของตนเอง ในราคาถูก เงินที่ได้มาจากกการขายทรัพย์สิน ที่ขโมยมานั้น จะไปใช้จ่ายอยู่แบบคนมีเงิน กินอาหารราคาแพง ใช้สิ่งของราคาแพง ทำให้คนข้างบ้าน ที่ทั้งสองคนไปเช่าบ้านพักอยู่ คิดว่าสองผัวเมียเป็นคนรวยมีเงิน

นอกจากนี้ ปลายปี 59 ตำรวจได้ทำการจับกุม นายปฏิภาณ หรือ โอ ชำนาญพรม โจรออฟเดอะเยียร์ งัดบ้านจัดสรร จำนวน33 หลัง ซึ่งเป็นลูกชายของ นางศรีสุดา ประนมศรี ดังกล่าว
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา สองผัวเมีย ร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยทำอันรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใดๆ หรือรับของโจร